ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน
หรือ ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน?

หลังจากยืนมองควันสีดำล่องลอยไปไกลหลังเสียงออดไม่กี่นาที
เบื้องหน้าเป็นเมรุที่กำลังเผาร่างผู้ที่เป็นที่รักของใครหลายคนในที่นี้
หันมามองหาคนที่คิดว่าน่าจะได้เจอ ... เพราะสัญญาว่าจะมา
และเราเชื่อว่าพี่เค้าต้องมาก็เท่านั้นเอง เพราะเค้าไม่เคยผิดสัญญาสักครั้ง
ตลอดเกือบ 10 ปีที่รู้จักกัน ไม่เคยมีอะไรที่เค้าพูดแล้วทำไม่ได้

หลังจากสอดส่ายสายตามองหาคนที่คาดว่าจะพบ...ก็พบจริงๆ
ก็จำอะไรไม่ได้อีกว่าได้พูดอะไรกันบ้างไหม?
เพราะสิ่งเดียวที่จดจำได้คือการซับรอยน้ำตาและการโอบกอด
ที่เติมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและความสูญเสียที่เวียนมาบรรจบ
สายตาที่มองมาแบบไม่กลัวการถูกถ่ายรูปเพราะเป็นที่รู้จักยังเป็นเหมือนเดิม มั่นคง...
เวลาของเราสองคนหมดลงในสถานะนึง...แต่เกิดอีกสถานะนึง
เสียงของกำลังใจพูดขึ้นว่า "ต้องยืนด้วยตัวเองแล้วนะ โตขึ้นอีกปีแล้ว"

ทุกครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว...อยากมีใครสักคน
เค้าจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ข้างเราเสมอ นอกจากครอบครัวของเรา
เป็นคนเดียวที่เข้าใจเราได้ว่าเราไม่ได้เข้มแข็งเสมออย่างที่"คนอื่น"คิด

"ผู้ชายคนอื่น"มักมองว่าเราเข้มแข็งและอยู่ได้อยู่แล้ว
ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ไม่ต้องดูแล...อยู่ห่างๆก็พอ
"วิกิอยู่ได้สบายอยู่แล้ว" "วิกิอ่อนแอเป็นด้วยเหรอ?"
ความคิดแบบนั้นเป็นเรื่องดีมากนะ แต่ว่าไม่ดีทั้งหมด
แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นซะตลอดเวลา แข็งแกร่ง ไม่ตายง่ายๆ
บางครั้งที่เรารู้สึกเสียการทรงตัวของหัวใจเราก็ต้องการใครสักคนเช่นกัน

หลายวันมานี้การทรงตัวของหัวใจลำบากมาก เพราะงานที่ต้องรับผิดชอบ
และต้องยอมรับว่าเป็นคนเลือกทางนี้เอง ไม่มีสิทธิ์เพราะคือความสุข
โชคดีที่มีพี่เค้ามาอยู่ด้วยที่งานศพบ้างบางวัน ช่วยทุกเรื่องที่ช่วยกันได้
เพราะบางวันเค้าต้องอัดรายการสดตอนเย็น รู้สึกขอบคุณจริงๆ
เสร็จจากงานศพก็ไปที่โรงพยาบาล เป็นอย่างนี้ต่อเนื่องมาหลายวัน
อย่างที่บอก ทำเอาการทรงตัวของหัวใจสูญเสียไปเหมือนกัน
แต่งานศพคุณป๋าก็ผ่านไปได้ด้วยดีจนถึงวันเผา ... TT__TT

เมื่อวันก่อนเรารู้สึกแย่มากจริงๆ ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตา
ดูเหมือนอะไรจะถาโถมเข้ามาเยอะแยะไปหมด
ตอนนี้เราเองก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน...ต่างคนต่างเปลี่ยน

มีคนพยามบอกเราว่าเค้าคือกระจกของเรา สะท้อนสิ่งที่เราเป็น
จริงๆแล้วถูกแต่ไม่ทั้งหมด เพราะเราสองคนต่างสะท้อนกันและกัน
ถ้าพูดจากทางเค้าก็หมายความได้ว่าเราเป็นแบบไหนเค้าก็โชว์แบบนั้น
แต่ถ้าถามเรา เราก็ว่าเราบอกในสิ่งที่เค้าเป็นต่างหาก ... ต่างมุมมอง

ตอนนี้เลยเข้าใจได้ว่ามันก็คงเป็นแบบนี้เอง ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง
ความรู้สึกของคนเปลี่ยนไปตลอดเวลา ไม่ได้พูดถึงใครเฉพาะแต่หมายถึงตัวเองด้วย
เวลาที่เราไม่สบายใจที่สุด คนเรามักคิดถึงคนที่มีความหมายที่สุด
แต่หากบางครั้งความสำคัญที่เราให้เค้าไปมีค่ามากกว่าที่เค้าให้เรา
ทุกอย่างที่เคยคิดว่าใช่ ก็ไม่ใช่ คนที่คิดว่าใช่ที่สุด ก็ไม่ใช่ได้ง่ายๆ
เราเองคงไม่ใช่คนที่อยู่กับใครคนนั้นได้แน่นอน...เราเชื่อแบบนั้น

เราอยากได้อะไรก็บอก ไม่ชอบอะไรก็ขอคุยกัน ... ชีวิตไม่ยาวนาน
เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้ยาวนานขนาดเก็บความสงสัยไว้
คนที่เก็บความสงสัยเอาไว้นานๆก็จะเก็บกดและมีนิสัยลอบกัด...ตัวอย่างมีอยู่
เราเป็นคนขี้งอน อาจเพราะถูกตามใจมาจนเคยตัวอย่างที่คนบางคนบอก
อันนี้เรายอมรับความผิดเองคนเดียว...พ่อแม่สอนไม่ค่อยจำเท่าไหร่
แต่ถ้าเค้ารู้จักเราดีพอ เค้าจะไม่พูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจเราบ่อยแบบนี้แน่

อีกอย่างนึกถึงเรื่องวันที่คุยกันเรื่องงานศพ...การไปจัดงานศพในหลายวันมานี้
ทำให้คิดถึงบางคนที่บอกว่าการไปงานศพต้องดูก่อนว่าผูกพันกับคนตายแค่ไหน?
เราเห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนเรามองว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบด้วย
การไปงานศพของเราบางครั้งไม่ได้เกิดจากการต้องการไปเคารพศพเพียงอย่างเดียว
แต่การไปงานศพของเราเป็นการแสดงน้ำใจต่อคนที่มีชีวิตอยู่ต่างหาก

บางทีเราอาจจะเจอความสูญเสียมามากจนเกินไปละมั้งถึงมองเป็นแบบนี้
เรามองโดยการเทียบจากประสบการณ์ของตัวเอง จากการสูญเสียในชีวิต
เวลาที่เราต้องอยู่ในงานศพ สิ่งที่ต้องการคือ2อย่างที่สำคัญพอกัน
1.ยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้น 2.ต้องการกำลังใจเพื่ออยู่ต่อ

งานศพสำหรับเราบางครั้งไม่ได้ไปเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้ตาย
แต่เป็นการแสดงน้ำใจให้คนเป็น...ซึ่งบางครั้งอาจสำคัญกว่า
ขอบคุณด้วยใจจริงสำหรับทุกกำลังใจที่ให้มาในช่วง 7 วันมานี้
ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองสบายดีมาก พอปลดอะไรหลายอย่างออกทำให้สบายขึ้น
ไม่มีมือถือเพราะเอาให้เพื่อนทั้ง 2 เครื่องเนื่องด้วยรำคาญเบอร์ประหลาดที่กวนใจ
เวลามีอะไรที่เป็นธุระจริงๆค่อยโอนมาอีกเบอร์ส่วนตัวที่เราใช้อยู่

ตั้งนาฬิกาชีวิตของตัวเองไว้ตั้งใจว่าในวันทำงานจะไม่เล่นเน็ตเกิน 2 ชม.
ก็เลยจัดเวลาตัวเองให้สำหรับอินเตอร์เนตในตอนเช้า ... ชีวิตก็ทำอย่างอื่นได้เยอะ
มีความสุขมากมายกับชีวิตส่วนตัวน้อยๆของตัวเอง ได้ดูแลชีวิตของตัวเองเต็มที่
และรู้ว่าจริงๆเทคโนโลยีบางอย่างทิ้งๆไปบ้างก็ดี น้ำหนักหายไป 3 กก. (เย้ๆๆๆๆ)
เพราะได้ออกกำลังกาย สมองก็ปลอดโปร่ง ผ่านมาได้แล้วก็ดีแบบนี้แหละ
-*- เพื่อนก็ยังรับมือกับคนกวนประสาทได้ดีเหมือนเดิม (มั้งนะ เพราะไม่ได้ถาม)

ผู้ดีเค้าคงเป็นแบบนี้แหละมั้ง ว่างตระเวนหาเบอร์มาโทรหาไม่ซ้ำ
ไม่รู้จะโทรมาสักการะกราบไหว้กันหรือยังไง? โทรมาวันละ 100 กว่ามิสคอล
บอกว่าไม่ได้เป็นแฟนกับคนนั้น ไม่ได้คบกัน หรือแม้กระทั่งไม่คุยกันแล้วก็ไม่ฟัง
บางทีสิ่งที่ใครบางคนรอบตัวคนบางคนทำก็ตลกดีนะ ... เอาไว้ยิ้มๆสำหรับมิตรภาพ
มิตรภาพบางอย่างก็สวยงามเกินกว่าจะทำลายมันบ่อยๆด้วยความเคยชินของคนขี้หงุดหงิด
เราก็เลยขอเป็นฝ่ายเลือกเก็บมิตรภาพบางอย่างไว้แค่นี้ ดีสำหรับจิตตัวเอง
ชีวิตคนเราคงมีเรื่องต้องคิดอีกเยอะ ทำอะไรที่มีประโยชน์คงจะดีกว่า
 
นึกถึงเรื่องที่พี่เวียง - วชิระ บัวสนธ์ เล่าเกี่ยวกับผู้ชายผู้หญิง
ความสัมพันธ์ของคนที่เป็นแฟนกันควรจะเป็นแบบไหน ผู้ชายดีๆเป็นแบบไหน
พี่เวียงพูดคุยถึงเรื่องความรักและสันดานแย่ๆของผู้ชายบางคน
เราคุยกับพี่เวียงได้ทุกเรื่องนะ ทั้งงานและเรื่องส่วนตัวอื่นๆ พี่เวียงเปิดใจกว้างมาก
เราว่าผู้ชายที่นักเลงจริงแบบพี่เวียงมีไม่เยอะ ไม่ใช่ใครที่เป็นแบบนี้ได้
นอกจากจะต้องได้รับการยอมรับเรื่องงานแล้ว สันดานที่ดีก็สำคัญ
พี่เวียงบอกว่าให้บอกใครๆว่าพี่เวียงเป็นพ่อ จะคบใครเอามาให้ดูด้วย
สัญญาว่าจะเป็นลูกสาวอีกคนที่ไม่ทำให้ผิดหวัง ... แน่นอน
วันหลังจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่าทัศนคติของพ่อของกิคนนี้เป็นยังไง

  

   


^
โฉมหน้าคุณพ่อเวียงที่เคารพคะ
ข้างหลังนั่นกิเองไม่ให้ดู จะเก็บไว้ดูคนเดียว 

    

ตอนถ่ายพี่เวียงถาม :: จะให้พี่ยืนตรงไหน?
กิตอบ :: อยู่ตรงนั้นแหละคะเดี๋ยวกิไปหาเอง
พี่เวียง :: เดี๋ยวนี้มันกล้าเว้ย สั่งกุเลย เมิงไม่ต้องไปไหนหรอกนั่งเฉยๆตรงนั้นนั่นแหละ ฮ่าๆๆๆ
วิกิ :: อ่าว เอ่อวววว  ... เปล๊า หนูไม่ได้สั่งนะคะ ^^'
พี่เวียง :: นี่แล้วใครมาจีบเอาให้มันดูว่าพ่อดุมาก
พี่หนึ่ง (พี่ฝ่ายศิลป์) :: มีพ่อเป็นดอนเลยนะเว้ย ดอนเวียง
วิกิ :: คะ -_-'

  

   


 
ขอบคุณทุกคนนะคะที่ทำให้ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาได้
ไม่ง่ายนักที่ข้ามผ่านความเสียใจในชีวิตปกติ
แต่การข้ามมาได้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุด
"อันเพื่อนดีมีหนึ่งถึงจะน้อย ดีกว่าร้อยเพื่อนคิดริษยา" ใช่ไหมคะ?
 
ขอบคุณจริงๆคะ
(ขอบคุณพี่หมีพูนะคะที่มาถามข่าวคราวเสมอ)
 
 
  
 


ปล.ช่วงที่ติดงานศพคุณป๋า คุณป๊าก็ไม่ค่อยสบาย
เลยอดไปเที่ยวบ้านน้าชาติที่โคราชเลย ... วันหลังนะคะ
มีเรื่องจะคุยกับศิลปินแห่งชาติเยอะเลย อยากไปๆๆๆๆๆๆ
วันหลังมาชวนอีกนะพี่ ช่วงที่ผ่านมาหนูไม่ไหวจริงๆ TT___TT
 
ปล.ใครเอาเมล์อิชั้นไปออนไลน์อีกแล้ววววววววววววว
อย่าให้เจอจะด่าให้ .... เอ่อม ขอไปนอนคิดคำด่าก่อนไม่มีคลังศัพท์
จะเรียกว่าไม่มีก็ไม่ถูก เรียกว่าไม่ได้ใช้เลยต้องไปรื้อฟื้นจะดีกว่า
-*-

ปล.ช่วงนี้ติดน้ำแครนเบอร์รี่มาก (Cranberry) 
ทำไงดี? แต่มันอร่อยจริงๆนะคะ  -..-

ปล. ไม่ได้ตามติดชีวิตซิดนีย์หลานรักมานานมาก
ตอนนี้อายุจะ 10 เดือนละ ... หน้าตาดีได้พ่อแม่มาจริงๆ

  
^^' 

   

  

 

คุณพ่อ คุณแม่หนูเองคะ

   

เป็นกระต่ายน้อย

  

เป็นดอกไม้

  

เป็นแมวน้อยก็ได้นะเออ

   

แหะๆๆ

  

oops!!!!

   

อะไรป๊ะป๋า?

 

หนูชื่อ "พราว-ภู-ฟ้า" คะ

  

หนูเกือบ 10 เดือนแล้วนะคะ ... โตขึ้นหนูจะดังกว่าอากอล์ฟ+ไมค์อีก
^^'

     

    

   

  


และนี่คือส่วนหนึ่งของคอแลคชั่นของหนูคะ แค่นิ๊ดเดียวเอง

(วิกิ :: ซิดนีย์มีเยอะไปไหมลูก? -*- )

 

 

ข้อดีของการมีลูกสาวคือจับแต่งตัวได้มากกว่า
และ .... เปลืองกว่ามากกกกกกกกกกกกกกกก
ป๊าเราบอกว่าเลี้ยงลูกสาวคนนึงเท่ากับเลี้ยงลูกชายได้ 4 คน
(แอบโดนดุเลยนิ -*- )

 

 

เพลงฉันดีใจที่มีเธอ(I'm grad)
บอย โกสิยพงษ์ feat. วาระ มีชูธน

ในโลกที่มี ความวกวน ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน
ที่สับสน ร้อนรนจนใจ นั้นแสนเหนื่อย ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ
ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อยๆ จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร

แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ

ฉันดีใจทีมีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
และฉันรู้และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้

ในอุปสรรค ที่มากมาย ในความหวาดหวั่น ที่วุ่นวาย
และอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต ในความเป็นจริงที่ต้องเจอ

ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่กับฉัน

Comment

Comment:

Tweet