*ถ้าฉันเกิดเป็นเมล็ดทานตะวันที่ถูกฝังอยู่ในดิน ฉันคงรอวันเติบโตเพื่อจะอวดโฉมอันงดงามของฉัน ให้ทุกคนที่มาหาฉันในไร่ได้ชื่นชมสมปรารถนา ดอกของฉันคงเป็นสีเหลืองทองอร่าม หยอกล้อเล่นกับพระอาทิตย์ยามเช้า และฉันคงมีเพื่อนมากมายที่ยอมทำเช่นเดียวกัน ฉันชอบที่จะเป็นแบบนั้น เพราะทานตะวันไม่อาจสวยงามได้หากยืนอยู่เดียวดาย หวกฉันอาจดูแปลกประหลาดที่ทำอะไรเหมือนๆกัน หันหน้าหาดวงอาทิตย์รับแสงอรุณเหมือนๆกัน เติบโตและร่วงโรยในเวลาไม่นาน แต่นั่นคือธรรมชาติของฉัน
 
ฉันเชื่อว่าทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีธรรมชาติของตัวเองมาแต่ต้น หากจะแตกต่างด้วยสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดู

ฉันแอบสงสัยว่ามนุษย์จะเป็นเหมือนกับฉันไหม?

ฉันเห็นมนุษย์แต่ละคนที่เดินทางมาหาฉันด้วยความรู้สึกแบบเดิมๆ แบบเดียวกัน ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่เคยเบื่อเลยที่จะเป็นฉัน เพราะเมื่อมนุษย์ทุกคนได้เห็นพวกฉัน เขาก็จะยิ้มยินดีและมีความสุข ฉันคงสัมผัสถึงอารมณ์เหล่านั้นได้เมื่อเขาเอาหน้ามาแนบกับหน้าของฉันเหมือนที่พวกพี่ๆก็รู้สึก
 
ฉันเฝ้ามองดูพวกพี่ๆของฉันเติบโตและมอบความสุขให้มนุษย์เหล่านั้นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ภาพที่พวกเขาถูกโอบล้อมด้วยแสงสีเหลืองทองของทานตะวันนับพันนับหมื่น ช่างงดงามจริงๆ
 
พวกมนุษย์อาจคิดว่าพวกฉันช่างโง่เสียนี่กระไร เป็นเพียงดอกไม้ต้นไม้ไร้ลำต้นที่แข็งแรงไว้ยืนหยัดยาวนาน ต้องพึ่งพาเกษตรกรเพื่อการเติบโต เดินก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้
 
แต่ฉันว่านั่นเป็นข้อดีของฉัน
 
เพราะมันทำให้ฉันรู้จักตัวเองมากขึ้นและได้อยู่กับตัวเองเสมอ ทำให้พวกฉันได้สังเกตเห็นสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว เพราะสุดท้ายทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็ต้องกลับมาสู่จุดเริ่มต้นอยู่ดี
 
ธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างมีเกิดและดับ
 
ทั้งฉันและมนุษย์ต่างก็เป็นเช่นนั้น หากมองเพียงเปลือกนอก ฉันคงเป็นได้แค่ทานตะวันที่มีโมงยามแห่งความสวยงามไม่นานนัก มอบความสุขสร้างความทรงจำให้มนุษย์ได้ระลึกถึงเป็นภาพถ่ายสวยๆสักใบสองใบ แล้วก็แห้งเฉาเหี่ยวตายลง พร้อมกับทายาททานตะวันรุ่นต่อไปเติบโตเข้ามาแทนที่
 
แต่ใครจะรู้ว่าการเติบโตโดยการต้องใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ สบตากับผู้ซึ่งเป็นจ้าวแห่งจักรวาลตลอดเวลานั้นต้องใช้ความกล้าหาญสักเพียงใด
 
ทานตะวันอย่างฉันให้ภาพแห่งความสวยงามและฉาบไปด้วยความสุขเพื่อรอมอบให้มนุษย์มททุกคนที่เดินทางมาถึง โดยไม่มีข้อแม้ถึงฐานันดรใดๆของมนุษย์ผู้นั้น
 
มนุษย์เองเล่า?
 
มิพักต้องนึกถึงการต้องเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่จนต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ เอาแค่เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา หากไม่เหลือรอยจารึกความดีเอาไว้แม้เพียงนิด ก็คงไร้ความหมาย สู้ไม่ได้แม้...ทานตะวัน
 
 
 

  

  
*เรื่องข้างบนนี้เป็นภาคบังคับของการเรียนการเขียนเชิงสร้างสรรค์คะ
พอดีเก็บห้องแล้วเจอกระดาษนี่วางอยู่ เอามาปัดกวาดให้อ่านเล่น
โดยตอนนั้นอาจารย์ให้โจทย์มาว่าให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้ในเวลา 20 นาที
เขียนใส่กระดาษ F5 มีหัวกระดาษตรามหาลัยที่อาจารย์แจกให้
โจทย์คือ "ถ้าฉันเกิดเป็นเมล็ด_______ที่ถูกฝังอยู่ในดิน ฉัน____"
 
นั่งมึนอยู่เกือบ 5 นาทีก็ยังคิดไม่ออก
"เม็ดอะไรดีวะ? ยากชิบ"
เพื่อนก็เขียนไป เป็นถั่วเขียว เป็นเม็ดทุเรียน เป็นเม็ดข้าว ฯลฯ
เกาหัวแกรกๆ หมุนปากกาไปมา จับกระดาษพลิกแล้วพลิกอีก
จน....เพลียหัวใจ

อยู่ดีๆก็นึกฮัมเพลงนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น จากความทรงจำ
"เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน~~~"
ก็เลย ... เออ เมล็ดทานตะวันก็ได้วะ จะหมดเวลาอยู่แล้ว
แล้วเขียนบรรยากาศของดอกทานตะวันสีเหลืองทองในนั้นมา

ปกติเวลาที่อยู่เฉยๆก็จะฮำเพลงขึ้นมาเรื่อยๆอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าเพราะเลือดมันมีเมโลดีเข้มข้นไปหรือยังไง -..-
 
ปรากฏว่าพอส่งไปได้คะแนนเยอะสุดในห้องได้ 8 เต็ม 10
นั่นเยอะแล้วนะส่วนใหญ่อยู่ที่ 3-5 เพื่อนๆต่างปลาบปลื้ม
แล้วก็เขียนยาวที่สุดในห้อง ... เกือบเต็มหน้า -..-
อาจารย์ให้ออกไปอ่านให้ฟังหน้าชั้น ทำเสียงขึ้นเสียงลง
อ่านเองก็จะร้องไห้เอง ... เขียนไปได้กุ สงสัยอ่านปรัชญาเยอะ ฮ่าๆๆ
พอเขียนไปเรื่อยๆวิชานี้ได้ A มาลอยลำสบายใจเชิบ เชิ๊บๆ
 
แต่ว่าไหมคะ ... ว่าจริงๆแล้วเพลงนี้มันมีความหมายมากกว่าที่ฟังๆกัน

หรือว่าเพราะฟังบ่อยจนเริ่มคิดมากกับเพลงที่เป็นอมตะเพลงนี้กันนะ?
เพลงนี้คงต้องมีมุมมองอะไรที่มากมายกว่าที่เห็นแน่ๆ อยู่มาตั้ง 20 ปี
เคยเอาไปคุยกับเพื่อน ได้มาหลากหมายความคิดเห็นมากมาย

      

     

  
 
เพื่อนคนนึงบอกว่าไม้ขีดไฟหน่ะโง่ ยอมสละตัวเอง
แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้เห็นด้วยซ้ำว่าดอกทานตะวันเหลียวมามองบ้างไหม?
แล้วพอดอกทานตะวันหันมาก็เป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว ... สายไป
 
หรือเพราะดอกทานตะวันความรู้สึกช้า? สายตาสั้น?
เค้าอุตส่าห์จุดตัวเองตั้งนาน ยังไม่รู้สึกรู้สา กว่าจะหันมาได้
T^T
 
หรือว่าถ้าไม้ขีดไฟจุดตัวเอง ก็มีเหตุผลสั้นง่ายๆอย่างเดียว
ไม่ใช่เพราะไม้ขีดไฟแอบรักดอกทานตะวันอย่างที่บอกหรอก
คำว่ารักของไม้ขีดไฟอาจเป็นเพียงความหลงไหลในความงาม
ก็เลยอยากครอบครองได้เป็นเจ้าของ ยิ่งเห็นวันๆมองแต่พระอาทิตย์ยิ่งเซ็ง
คือ ... "อยากเอาชนะดวงอาทิตย์ " ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่
ถ้าเรามองในมุมของธรรมชาติว่าดวงอาทิตย์มีพลังมหาศาลกว่าไม้ขีดไฟแค่ไหน
แต่ในมุมกลับกัน ไม้ขีดไฟเองก็กล้าหาญมากที่อย่างน้อย...ก็ได้ทำ

แล้วถ้าทานตะวันไม่ได้อยู่ในวัยแรกแย้มแล้วละ?
ไม้ขีดไฟจะยังสนใจดอกทานตะวันดอกนี้อยู่ไหม?

หรือว่า...จริงๆแล้วทานตะวันเป็นแฟนของพระอาทิตย์ที่มาเกิดบนโลก
พระอาทิตย์ที่เจ้าชู้ไปหน่อย เพราะต้องส่องแสงเพื่อทุกอย่าง
(ใครจะคิดว่าพระอาทิตย์มีเมตตาในการให้สูงก็ได้นะคะ เสียสละ)
แต่ยังไงพระอาทิตย์ก็ยังคงเป็นหนึ่งเดียวในใจของทานตะวันเสมอ
ไม่ว่าใครที่จะยอมทุ่มเทเพื่อตัวเองขนาดไหนก็ไม่วอกแวกรักมั่นคงแต่ดวงอาทิตย์
เข้มแข็งและมีน้ำอดน้ำทนสูงจริงๆเจ้าดอกทานตะวันเอ๋ย...
 
หรือจริงๆแล้วดอกทานตะวันก็อยากหันมามองบ้างเหมือนกัน
แต่ธรรมชาติที่ต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์ในการดำรงชีวิต
ไม่เอื้อประโยชน์ให้ทานตะวันหันมามองไม้ขีดก้านน้อยนิดนั่น
โทษใครไม่ได้เพราะแสงจากไม้ขีดก้านน้อยก็ไม่เพียงพอ
ดอกทานตะวันเองก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะละสายตาจากดวงอาทิตย์

ว่าไปแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครน่าสงารกว่ากัน?
ไม้ขีดไฟที่ยอมพลีชีพตัวเอง ดอกทานตะวันที่จ้องหน้ากับแสงอาทิตย์
หรือว่าพระอาทิตย์ที่ให้ชีวิตกับคนอื่น แต่ตัวเองกลับเดียวดายอยู่แสนไกล?

 

แค่การตีความของคนกลุ่มนึงนะคะ
^^'

 

    

   
 

 

เพลงไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน - วิยะดา โกมารกุล ณ นคร

เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย แอบรักดอกทานตะวัน
แรกแย้มยามบาน อวดแสงตะวัน ช่างงดงามเกินจะเอ่ย

ดอกเหลืองอำพัน ไม่หันมามอง แม้เหลียวมายังไม่เคย
ไม้ขีดเจ้าเอ๋ย เลยได้แต่ฝัน ข้างเดียว

ดอกไม้จะบานและหันไปตาม แต่แสงจากดวงอาทิตย์

จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปรารถนา ให้มีลำแสงสีทอง
จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟขึ้นมา
เพียงปรารถนา ดอกทานตะวันหันมอง...สักครั้ง

เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย สาดแสงในใจไม่นาน
ดอกเหลืองอำพันจึงหันมามอง และพบเพียงกองเถ้าถ่าน
เจ้าไม้ขีดไฟ ก้านน้อยเดียวดาย เพราะรักจริงใจอย่างนั้น
เพียงแค่เธอหัน เพียงแค่เธอมองก็พอ